herb-health.com
แบบทรงผมชาย แบบทรงผมหญิง ความสวยความงาม สุขภาพ รักษาผิว โรคมะเร็ง และโรคร้ายต่างๆ อัพเดตข้อมูลที่นี่
โรคร้าย

โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์(Rheumatoid Arthritis)


โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรัง ที่มีลักษณะสำคัญคือ มีการอักเสบบริเวณข้อต่อ (Peripheral joint) หลายๆข้อ ทั้งสองข้างของร่างกายอย่างสมมาตร (Symmetrical polyarthritis) การอักเสบเรื้อรังที่เกิดขึ้น จะทำให้เกิดการหนาตัวของเยื่อบุข้อ นำไปสู่การทำลายกระดูกอ่อนและข้อ มีการกัดกร่อนของกระดูก (Bone erosion) ทำให้เนื้อเยื่อรอบๆข้อ มีการเปลี่ยนแปลง ทำงานผิดปกติไป เกิดอาการข้อผิดรูป (Deformity) ไปจนถึงข้อพิการสูญเสียประสิทธิภาพในการทำงานในที่สุด โดยเฉพาะในรายที่ได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้อง หรือโรคมีความรุนแรงและไม่ตอบสนองต่อการรักษา

สาเหตุของการเกิดโรค

โรครูมาตอยด์
โรครูมาตอยด์


จากรายงานการศึกษาวิจัยต่างๆ พบว่า โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เป็นโรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง (Autoimmune disease) คือ ระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกายถูกกระตุ้นให้ผลิตแอนติบอดีขึ้นมาทำร้ายเนื้อเยื่อของร่างกายด้วยกันเอง จนทำให้เนื้อเยื่อปกติเกิดการอักเสบเกิดขึ้น แต่ปัจจุบันยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่าอะไรที่เป็นสาเหตุหลักทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติไป ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคนี้ ได้แก่ พันธุกรรม ฮอร์โมน และสิ่งแวดล้อม เช่น การสูบบุหรี่ การติดเชื้อ เป็นต้น


อาการและอาการแสดง

อาการโรครูมาตอยด์
อาการโรครูมาตอยด์
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังที่เป็นกับหลายๆข้อ ส่วนใหญ่อาการมักเริ่มต้นช้าๆ ด้วยอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อทั่วๆไป หรือไม่ค่อยมีแรงโดยอาจจะไม่เจ็บข้อ หลังจากนั้นจะมีอาการข้ออักเสบที่ชัดเจนขึ้น คือ มีข้อบวม เจ็บ มักเป็นกับข้อมือ ข้อโคนนิ้วมือ ข้อนิ้วมือ เข่า และเท้า โดยมักเป็นกับข้อทั้งสองข้าง

อาการแสดงของผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้
1. อาการแสดงทางข้อ (Articular manifestation)
ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีอาการข้อบวมและกดเจ็บ อาการเจ็บเพิ่มขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวข้อ มีอาการข้อฝืดตึง ซึ่งจะพบเป็นบ่อยในช่วงเช้า ผู้ป่วยส่วนมากจะมีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด รู้สึกมีไข้ต่ำๆ การอักเสบของข้อทำให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวน้อยลง เป็นสาเหตุทำให้ข้อติดและเสียประสิทธิภาพในการใช้งานของข้อได้ ข้อที่มักมีการอักเสบบ่อยในโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ คือ ข้อนิ้วมือ (Proximal interphalangeal) และข้อโคนนิ้วมือ (Metacarpophalangeal)

2. อาการแสดงนอกข้อ (Extra-articular manifestation)
โดยทั่วไปอาการแสดงนอกข้อมักพบในผู้ป่วยที่มีออโตแอนติบอดี รูมาตอยด์แฟกเตอร์ (Rheumatoid Factor หรือที่เขียนตัวย่อว่า RF) และ anti-CCP ในระดับที่สูง อาการแสดงเหล่านี้ได้แก่ การเกิดปุ่มเนื้อที่เรียกว่า Rheumatoid nodules ซึ่งเป็นปุ่มเนื้อที่เกิดจากการรวมตัวของเม็ดเลือดขาวชนิด Macrophage โดย สามารถที่จะเกิดขึ้นในเนื้อเยื่อชนิดใดและอวัยวะใดก็ได้ เช่น เยื่อหุ้มปอด เยื่อหุ้มสมอง แต่ตำแหน่งที่สามารถพบได้บ่อยคือ เนื้อเยื่อชั้นใต้ผิวหนัง ที่อยู่บริเวณปลายแขน ศรีษะด้านหลัง และเส้นเอ็นที่ปลายขา


อาการแสดงนอกข้ออื่นๆที่อาจพบได้ มีดังนี้

• อาการทางระบบหัวใจและหลอดเลือด อาจพบเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ผู้ป่วยส่วนมากจะไม่มีอาการใดๆ แต่มีบางรายพบมีการอักเสบของเยื่อหุ้มหัวใจแบบเรื้อรัง นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์มีอุบัติการณ์ของภาวะหัวใจล้มเหลว และมีอัตราการตายที่สูงขึ้น

• อาการทางระบบประสาท อาจพบอาการปลายประสาทอักเสบ โดยเฉพาะชนิด mononeuritis multiplex จากกระบวนการอักเสบของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงเส้นประสาท นอกจากนี้อาจพบมีเส้นประสาทถูกกดทับ หรืออาการทางระบบประสาทจากกระดูกสันหลังส่วนคอ (C1-C2) เคลื่อนไปกดทับเส้นประสาทหรือไขสันหลัง

• อาการทางตา อาจพบตาแห้ง กระจกตาอักเสบ ซึ่งหากรุนแรงอาจจะทำให้เปลือกลูกตาบางและทะลุได้

• อาการทางระบบโลหิต อาจพบภาวะซีดจากการอักเสบเรื้อรัง นอกจากนี้อาจพบ Felty’s syndrome คือ ผู้ป่วยโรคข้อรูมาตอยด์ร่วมกับมีม้ามโตและเม็ดเลือดขาวต่ำ มักจะพบในผู้ป่วยที่เป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์มานาน

• อาการโรคกระดูกพรุน พบได้บ่อยทั้งจากการอักเสบเรื้อรังของโรคเอง และจากยาสเตียรอยด์ที่ใช้ในการรักษา ทำให้มีการสูญเสียมวลกระดูก มีความเสี่ยงต่อกระดูกหักเพิ่มขึ้น

การวินิจฉัย
การวินิจฉัยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ให้ได้เร็ว เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพ ป้องกันการทำลายกระดูกและข้อ ในระยะแรกที่ผู้ป่วยเริ่มเป็นโรคมักมีแสดงอาการไม่ชัดเจน การวินิจฉัยแยกโรคทำได้ยาก แพทย์ต้องใช้ข้อมูลหลายอย่างประกอบกันทั้งผลการตรวจร่างกาย การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ และการตรวจทางรังสี จนกระทั่งในปี 1998 กลุ่มแพทย์โรคข้อในประเทศสหรัฐอเมริกา The American Rheumatism Association ได้พัฒนาเกณฑ์สำหรับการวินิจฉัยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ขึ้น
โดยผู้ป่วยจะต้องมีอาการตามเกณฑ์การวินิจฉัยอย่างน้อย 4 ข้อ จากทั้งหมด 7 ข้อ โดยข้อที่ 1 – 4 ต้องเป็นมานานอย่างน้อย 6 สัปดาห์

1. ข้อฝืดตึงตอนเช้า นานกว่า 1 ชั่วโมง ซึ่งเป็นอาการที่พบได้ในโรคข้ออักเสบทั่วไป ไม่เฉพาะโรค
2. มีอาการข้ออักเสบจากการตรวจร่างกาย ตั้งแต่ 3 ข้อขึ้นไป โดยมีอาการบวมของข้อมือร่วมด้วย
3. มีอาการข้อนิ้วมือ หรือข้อมืออักเสบอย่างน้อย 1 ข้อ
4. มีอาการข้ออักเสบแบบสมมาตร (symmetrical arthritis) คือมีการอักเสบของทั้ง 2 ด้านของร่างกาย ข้างซ้ายและข้างขวาเหมือนกัน และเป็นพร้อมๆกัน
5. ตรวจพบมีปุ่มเนื้อที่เรียกว่า Rheumatoid nodules
6. การตรวจทางห้องปฏิบัติการพบสารรูมาตอยด์แฟกเตอร์ (RF) ระดับสูงๆในเลือด แต่อย่างไรก็ตาม การตรวจพบรูมาตอยด์แฟกเตอร์เพียงอย่างเดียวไม่ได้จำเพาะกับโรคนี้ แพทย์จะต้องพิจารณาผลการตรวจอย่างรอบคอบ เพราะผู้ป่วยที่เป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์บางรายอาจตรวจไม่พบรูมาตอยด์แฟกเตอร์ก็ได้ ในทางตรงกันข้าม คนปกติที่ไม่ได้เป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ก็สามารถตรวจพบรูมาตอยด์แฟกเตอร์ได้เหมือนกัน แต่มักจะเป็นระดับต่ำๆ ดังนั้น การแปลผลตรวจเลือดจำเป็นต้องใช้ร่วมกับอาการและการตรวจข้อ
7. การตรวจเอ็กเรย์กระดูก พบความผิดปกติของกระดูกบริเวณรอบๆข้อ

รูมาตอยด์ที่เท้า
รูมาตอยด์ที่เท้า

การรักษารูมาตอยด์

วิธีรักษาโรครูมาตอยด์
วิธีรักษาโรครูมาตอยด์
เนื่องจากสาเหตุและพยาธิกำเนิดของโรคยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด การรักษาจึงยังไม่มีวิธีที่จะทำให้โรคหายขาดได้ เป้าหมายในการรักษาโรคนี้จึงเป็นไปเพื่อลดอาการปวดและการอักเสบของข้อ ป้องกันการทำลายข้อและกระดูก ทำให้ข้อใช้งานได้ ควบคุมการแสดงอาการนอกข้อไม่ให้ลุกลามเป็นอันตรายต่อชีวิต ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถทำงานหรือทำกิจวัตรประจำวันได้โดยไม่ลำบาก
วิธีการรักษาต้องทำพร้อมกันหลายด้าน ทั้งการให้ยา ให้ความรู้ คำแนะนำและการให้กำลังใจแก่ผู้ป่วย ตลอดจนการฟื้นฟูสมรรถภาพของข้อ ยาหลักที่ใช้ในการักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์แบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม ได้แก่
• ยาต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory agent) ได้แก่ NSAID ซึ่งเป็นยาระงับอาการปวดและลดการอักเสบของข้อ
• ยาต้านรูมาติซั่ม (Disease-modifying anti-rheumatic drugs (DMARADs) เป็นยากลุ่มที่ช่วยในการปรับเปลี่ยนการทำงานของเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ ช่วยทำให้โรคค่อยๆสงบลง จนสามารถหยุดยาต้านการอักเสบ (NSAID) ได้
• ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) หรือที่เรียกสั้นๆว่า ยาสเตียรอยด์
• ยากลุ่มสารชีวภาพ (Biologic agents) เป็นยาที่ใช้สำหรับการรักษาแบบจำเพาะจุด เพราะไปออกฤทธิ์โดยตรงกับสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบของข้อที่หลั่งออกมาในผู้ป่วย เช่น สารที่เรียกว่า anti-TNF, anti-IL1 และ anti-IL6
การรักษาด้วยการผ่าตัด ถือเป็นวิธีการรักษาที่สำคัญอีกวิธีหนึ่ง โดยเฉพาะในผู้ป่วยบางรายที่มีข้อถูกทำลายมาจนผิดรูป หรือกรณีผู้ป่วยเกิดภาวะแทรกซ้อนบางอย่าง
ผู้ป่วยที่เป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ควรจะปฏิบัติตัวอย่างไร?
1. ทำใจยอมรับ เรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรค
2. ปรับวิถีชีวิตให้เข้ากับโรค ดังนี้
• การใช้ข้ออย่างระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการยกของหนักและใช้ข้อเล็กๆของนิ้วมือ
• หลีกเลี่ยงการนั่งหรือยืนในท่าเดิมเป็นเวลานานๆ
• ออกกำลังกายและบริหารร่างกายอย่างพอเพียง
3. หลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้โรคกำเริบ เช่น ความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ อากาศเย็น และภาวะติดเชื้อ
4. ให้ความร่วมมือกับแพทย์เกี่ยวกับวิธีการรักษา
5. หากสนใจการรักษากับแพทย์ทางเลือกควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ทำการรักษาอยู่ก่อน

0 comments:

Post a Comment

Powered by Blogger.